นิราศพระบาท

 

พระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่
ณ วัดระฆังโฆสิตาราม ได้เสด็จฯ ไปทรงเวียนเทียนวันมาฆบูชาที่พระบาท เมื่อเดือน ๓ ปีพ.ศ.๒๓๕๐
สุนทรภู่ซึ่งเป็นมหาดเล็กในพระองค์ก็ต้องตามเสด็จไปในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ยังมีเรื่องมีราวกับแม่จัน ไม่ทันได้คืนดี

รอยพระพุทธบาท ณ เชิงเขาสุวรรณบรรพต แขวงเมืองสระบุรี คือปูชีนียสถานอันสำคัญยิ่ง
นับแต่พรานบุญได้ค้นพบรอยพระพุทธบาทแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.๒๑๖๗ ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยาแล้ว
พระมหากษัตริย์และเจ้านายพระองค์ต่างๆ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาชั้นหลัง ลงมาถึงรัตนโกสินทร์
ได้เสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธบาทแห่งนี้มาโดยตลอด

ครั้งปู่ย่าตาทวดถือกันว่า ใครได้ไปไหว้พระบาทครบ ๗ ครั้ง ตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์
ที่ถือกันอย่างนี้เพราะสมัยก่อนการเดินทางลำบากยากเย็นเต็มที การเดินทางครั้งนี้แม้จะลำบากเพียงใดก็ดี แต่ก็สนุกสนานยิ่งนัก
คราวนี้สุนทรภู่ไปกับขบวนหลวง มีทั้งมหาดเล็กและนางใน ทั้งสาวทั้งแก่ไปกันมาก ต้องเดินทางทั้งทางน้ำและทางบก
กว่าจะไปถึงรอยพระพุทธบาทได้ใช้เวลาไปถึง ๓ วัน ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน เราขับรถเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ไปถึงกันเสียแล้ว...
เรามาเดินทางสู่พระพุทธบาทสระบุรี ไปพร้อมกับท่านสุนทรภู่ในบัดนี้เถิด
๏ โอ้อาลัยใจหายเป็นห่วงหวง
ดังศรศักดิ์ปักซ้ำระกำทรวง เสียดายดวงจันทราพะงางาม
เจ้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่ แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม
จนพระหน่อสุริย์วงศ์ทรงพระนาม จากอารามแรมร้างทางกันดาร
ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท จำนิราศร้างนุชสุดสงสาร
ตามเสด็จเสร็จโดยแดนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดาฯ
๏ วันจะจรจากน้องสิบสองค่ำ พอจวนย่ำรุ่งเร่งออกจากท่า
รำลึกถึงดวงจันทร์ครรไลลา พี่ตั้งตาแลแต่ตามแพราย
ที่ประเทศเขตเคยได้เห็นเจ้า ก็แลเปล่าเปลี่ยวไปน่าใจหาย
แสนสลดให้ระทดระทวยกาย ไม่เหือดหายห่วงหวงเป็นห่วงครันฯ
๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น
ว่าชื่อจากแล้วไม่รักรู้จักกัน พิเคราะห์ครันหรือมาพ้องกับคลองบาง
ทั้งจากที่จากคลองเป็นสองข้อ ยังจากกอนั้นก็ขึ้นในคลองขวาง
โอ้ว่าจากช่างมารวบประจวบทาง ทั้งจากบางจากไปใจระบม
แสนวิบากหลากใจอาลัยเหลียว เห็นเวียงวังก็ยิ่งเสียวถึงเคยสม
ประสานสองหัตถ์ประนังตั้งประนม น้อมบังคมเทวารักษาวัง
ขอฝากน้องสองชนกช่วยปกเกศ อย่ามีเหตุอันตรายเมื่อภายหลัง
ใครปองชิงขอให้ตายด้วยรายชัง เทพทั้งชั้นฟ้าได้ปรานีฯ
๏ ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน
จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น
นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคิน แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ
ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ให้แน่นหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขำ
ถึงแสนคนจะมาวอนชะอ้อนนำ สักแสนคำอย่าให้เคลื่อนจงเหมือนใจฯ
๏ ถึงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิต นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล
พี่พลัดนางร้างรักมาแรมไกล ประเดี๋ยวใจพบบางริมทางจร
ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต เหมือนซื่อจิตที่พี่ตรงจำนงสมร
มิตรจิตขอให้มิตรใจจร ใจสมรขอให้ซื่อเหมือนชื่อบาง
ถึงบางซ่อนเหมือนเขาซ่อนสมรพี่ ซ่อนไว้นี่ดอกกระมังเห็นกว้างขวาง
เจ้าเยี่ยมหน้าออกมาหกพี่หน่อยนาง จะลาร้างแรมไกลเจ้าไปแล้วฯ
๏ ถึงน้ำวนชลสายที่ท้ายย่าน เขาเรียกบ้านวัดโบสถ์ตลาดแก้ว
จะเหลียวกลับลับวังมาลิบแล้ว พี่ลับแก้วลับบ้านมาย่านบาง
พฤกษาสวนล้วนได้ฤดูดอก ตระหง่านงอกริมกระแสแลสล้าง
กล้วยระกำอัมพาพฤกษาปราง ต้องน้ำค้างช่อชุ่มเป็นพุ่มพวง
เห็นจันทน์สุกลูกเหลืองตลบกลิ่น แมงภู่บินร่อนร้องประคองหวง
พฤกษาพ้องต้องนามกานดาดวง พี่ยลพวงผลจันทน์ให้หวั่นใจ
แมงภู่เชยเหมือนพี่เคยประคองชิด นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล
เห็นรักร่วงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา
พี่เวียนเตือนเหมือนอย่างน้ำค้างย้อย ให้แช่มช้อยชื่อช่อเช่นกอเก่า
โอ้รักต้นหรือมาต้องกับสองเรา จึงใจเจ้าโกรธไปไม่ได้นานฯ
๏ ถึงแขวงแควแพตลอดตลาดขวัญ เป็นเมืองจันตประเทศรโหฐาน
ตลิ่งเบื้องบูรพาศาลาลาน เรือขนานจอดโจษกันจอแจ
พินิจนางแม่ค้าก็น่าชม ท้าคารมเร็วเร่งอยู่เซ็งแซ่
ใส่เสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ พี่แลแลเครื่องเล่นเป็นเสียดาย
ชมคณาฝูงนางมากลางชล สุริยนเยี่ยมฟ้าเวลาสาย
ถึงปากเกร็ดเสร็จพักผ่อนฝีพาย หยุดสบายบริโภคอาหารพลัน
แรงกำเริบเอิบอิ่มขยายออก เขาก็บอกโยนยาวฉาวสนั่น
ถึงหาดขวางบางพูดเขาพูดกัน พี่คิดฝันใจฉงนอยู่คนเดียว
เป็นพูดชื่อหรือผีภูตปีศาจหลอก ใคร่ช่วยบอกภูตผีมานี่ประเดี๋ยว
จะสั่งฝากขนิษฐาสุดาเดียว ใครเกินเกี้ยวแล้วอย่าไว้กำไรเลยฯ
๏ ถึงบางพังน้ำพังลงตลิ่ง โอ้ช่างจริงเหมือนเขาว่านิจจาเอ๋ย
พี่จรจากดวงใจมาไกลเชย โอ้อกเอ๋ยแทบพังเหมือนฝั่งชล
ถึงวังวัดเทียนถวายบ้านใหม่ข้าม ก็รีบตามเรือที่นั่งมากลางหน
ทุ่งละลิ่วทิวเมฆเป็นหมอกมน สะพรั่งต้นตาลโตนดอนาถครัน
เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น ระวังตนตีนมือระมัดมั่น
เหมือนคบคนคำหวานรำคาญครัน ถ้าพลั้งพลันเจ็บอกเหมือนตกตาล
เห็นเทพีมีหนามลงราน้ำ เปรียบเหมือนคำคนพูดไม่อ่อนหวาน
เห็นกิ่งกีดมีดพร้าเข้าราราน ถึงหนามกรานก็ไม่เหน็บเหมือนเจ็บทรวงฯ
๏ ถึงบางหลวงทรวงร้อนดังศรปัก พี่ร้างรักมาด้วยราชการหลวง
เมื่อคิดไปใจหายเสียดายดวง จนเรือล่วงมาถึงย่านบ้านกระแซง
พี่เร่งเตือนเพื่อนชายพายกระโชก ถึงสามโคกต้องแดดยิ่งแผดแสง
ให้รุ่มร้อนอ่อนจิตระอิดแรง เห็นมอญแต่งตัวเดินมาตามทาง
ตาโถงถุงนุ่งอ้อมลงกรอมส้น เป็นแยบยลเมื่อยกขยับอย่าง
เห็นขาขาววาวแวบอยู่หว่างกลาง ใครยลนางก็เป็นน่าจะปรานี
ดูเหย้าเรือนหาเหมือนอย่างไทยไม่ หลังคาใหญ่พื้นเล็กเป็นโรงผี
ระยะบ้านย่านนั้นก็ยาวรี จำเพาะมีฝั่งซ้ายเมื่อพายไปฯ
๏ ถึงวังตำหนักพักพลพอเสวย แล้วก็เลยตามแควกระแสไหล
ทั้งน้ำลงน่าสลดระทดใจ โอ้น้ำไหลเจียวยังมีเวลาลง
แต่โศกพี่หรือไม่มีเวลาว่าง ระยะทางก็ยังไกลถึงไพรระหง
ขึ้นจากน้ำแล้วจะซ้ำเข้าเดินดง เมื่อไรลงนั่นแลกายจะวายตรอม
เห็นลมอื้อจะใคร่สื่อสาราสั่ง ถึงร้อยชั่งคู่เชยเคยถนอม
ให้นิ่มน้องครองศักดิ์อย่าปลักปลอม เรียมนี้ตรอมใจถึงคะนึงนางฯ
๏ ถึงทุ่งขวางกลางยานบ้านกระบือ ที่ลมอื้อนั่นค่อยเหือดด้วยคุ้งขวาง
ถึงย่านหนึ่งน้ำเซาะเป็นเกาะกลาง ต้องแยกทางสองแควกระแสชล
ปางบุรำคำบุราณขนานนาม ราชครามเกาะใหญ่เป็นไพรสณฑ์
ในแถวทางกลางย่านกันดารคน นาวาดลเดินเบื้องบูรพา
โอ้กระแสแควเดียวทีเดียวหนอ มาเกิดก่อเกาะถนัดสกัดหน้า
ต้องแยกคลองออกเป็นสองทางคงคา นี่หรือคนจะมิน่าเป็นสองใจ
ครั้นพอสิ้นถิ่นเกาะค่อยเลาะเลียบ นาวาเพียบน้ำลงกำลังไหล
โอ้อนาถเหนื่อยน่าระอาใจ ถึงบางไทรด่านดักนาวาเดิน
เขาบอกชื่อสีกุกตรงด่านข้าม เป็นสามง่ามน้ำนองในคลองเขิน
ปักษาโบกปีกบินลงดินเดิน มัจฉาเพลินผุดพล่านในคงคา
นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา
กระทุงน้อยลอยทวนนาวามา โอ้ปักษาเอ๋ยจะลอยถึงไหนไป
หน้าวังหรือจะสั่งด้วยนะนก ให้แนบอกของพี่รู้ว่าโหยไห้
มิทันสั่งสกุณินก็บินไป ลงจับใกล้นกตะกรุมริมวุ้มวน
ศีรษะเตียนเลี่ยนโล่งหัวล้านเลื่อม เหนียงกระเพื่อมร้องแรงแสยงขน
โอ้หัวนกนี่ก็ล้านประจานคน เมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกำทรวงฯ