นิราศพระประธม

 

นิราศพระประธมนี้ สันนิษฐานว่าท่านสุนทรภู่แต่งเมื่อลาสิกขาแล้ว
ท่านน่าจะเดินทางเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ ช่วงหน้าหนาว อันเป็นฤดูน้ำขึ้น
ชาวบ้านสามารถพายเรือไปถึงบริเวณพระเจดีย์ได้ ด้วยองค์พระเจดีย์นั้นอยู่บนที่ดอน
หากไปในหน้าแล้ง ก็จะต้องเดินเท้ากันเข้าไปไกลๆ พระประธมเจดีย์ หรือพระปฐมเจดีย์ในสมัยนั้น
มิใช่องค์ที่เห็น ณ ปัจจุบันนี้ แต่เป็นเจดีย์รูปโอคว่ำ เหมือนสัญจิเจดีย์ในอินเดีย มีการบูรณะกันมาหลายครั้ง
มาบูรณะเป็นองค์พระเจดีย์เช่นปัจจุบันในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในนิราศเรื่องนี้
ท่านสุนทรภู่ยังได้เล่าถึงตำนานของพระยากง พระยาพาน ตามที่ได้ฟังจากชาวบ้านมาไว้ด้วย

นิราศเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราได้ทราบถึงประวัติหลายๆ ส่วนในชีวิตของท่านสุนทรภู่
ท่านได้กล่าวถึงสตรีหลายนาง ที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิต
ด้วยลีลากลอนอันเศร้าซึ้งรันทดยิ่งนัก บุคลิก ลักษณะ กระทั่งชื่อของสตรีเหล่านั้น เราจะสังเกตได้ว่า
เธอได้มาปรากฏอยู่ในงาน "พระอภัยมณี" ของสุนทรภู่หลายท่านทีเดียว

สิ่งที่น่าสังเกต ในงานนิราศของท่านทุกเรื่องที่แต่งขึ้นภายหลังการเสด็จสวรรคตของ
"พระผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร" คือ องค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ท่านสุนทรภู่จักต้องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นของพระองค์ และถวายพระราชกุศลทุกครั้ง

เรามาเดินทางสู่พระปฐมเจดีย์ ไปพร้อมกับท่านสุนทรภู่ในบัดนี้เถิด...

--------------------------------------------------------------------------------


๏________ถวิลวันจันทร์ทิวาขึ้นห้าค่ำ

ลงนาวาคลาเคลื่อนออกเลื่อนลำ
น้ำค้างย้อยพรอยพรมเป็นลมว่าว
มาลับเหมือนเดือนดับพยับโพยม
โอ้หน้าหนาวคราวนี้เป็นที่สุด
พี่เห็นนางห่างเหยังเรรวน


ที่ปลูกรักจักได้ชื่นทุกคืนค่ำ
ที่ชื่นเชยเคยรักเหมือนหลักประโคน
ยังเหลือแต่แม่ศรีสาครอยู่
จะเชิญเจ้าเท่าไรก็ไม่ลง


วัดระฆังตั้งแต่เสร็จสำเร็จศพ
โอ้แลเหลียวเปลี่ยวใจกระไรเลย
จนนาวาคลาคล่องเข้าคลองกว้าง
ตลาดแพแลตลอดเขาทอดพวน
ทุกเรือนแพแลลับระงับเงียบ
ในอากาศกลาดเกลื่อนด้วยเดือนดาว
โอ้บางกอกกอกเลือดให้เหือดโรค
แม้นได้แก้วแววตามายาใจ


ดูวังหลังยังไม่ลืมที่ปลื้มจิต
มายามดึกนึกถึงที่พึ่งพิง
บางหว้าน้อยน้อยจิตด้วยพิสมัย
หมายว่ารักจักได้พึ่งเหมือนหนึ่งน้อง
ถึงวัดทองหมองเศร้าให้เหงาเงียบ
สงสารฉิมนิ่มน้องสองนารี
ขอบุญญาอานิสงส์จำนงสนอง
ศิวาลัยไตรภพจบสกล
ทั้งแก้วเนตรเกสรามณฑาทิพย์
จะเกิดไหนได้อยู่คู่ชีวัน


วัดประขาวขาวเหลือเชื่อไม่ได้
แม่หม้ายสาวขาวโศกโฉลกมี
โอ้เคราะห์กรรมจำคลาดนิราศร้าง
ทั้งเกลียดลิ้นนินทาพาลาเลว
เสียดายแต่แม่ศรีเจ้าพี่เอ๋ย
เหมือนดอกไม้ไกลแดนเพราะแตนตอม


บางบำหรุเหมือนบำรุบำรุงรัก
ไม่เหมือนนึกตรึกตรองเพราะสองราย
พอสิ้นแพแลล้วนสวนสงัด
ยิ่งดึกดาววาววามดังตามโคม
บางขุนนนท์ต้นลำภูดูหิ่งห้อย
จังหรีดร้องซ้องเสียงเรียงเรไร
บางระมาดมาดหมายสายสวาท
แสนสวาทมาดหมายมาหลายเดือน
วัดไก่เตี้ยไม่เห็นไก่เห็นไทรต่ำ
หอมระกำก็ยิ่งช้ำระกำใจ
ถึงสวนหลวงหวงห้ามเหมือนความรัก
แต่รวยรินกลิ่นผกาบุปผาพวง
โอ้ไม้ต้นคนเฝ้าแต่เสาวรส
แต่โกสุมภุมรินมาบินวอน
ดึกกำดัดสัตว์อื่นไม่ตื่นหมด
ระรวยรินกลิ่นโศกมาโบกโบย

พอเสียงย่ำยามสองกลองประโคม
อนาถหนาวนึกเคยได้เชยโฉม
ยิ่งทุกข์โทมนัสในใจรัญจวน
ไม่มีนุชแนบชมเมื่อลมหวน
มิได้ชวนเจ้าไปชมประธมประโทนฯ


ก็เตี้ยต่ำตายฝอยกรองกร๋อยโกร๋น
ก็หักโค่นขาดสูญประยูรวงศ์
ไปสิงสู่เสน่หานางสาหงส์
ให้คนทรงเสียใจมิได้เชย


ไม่พานพบภคินีเจ้าพี่เอ๋ย
มาชวดเชยโฉมหอมถนอมนวล
ตำบลบางกอกน้อยละห้อยหวน
แลแต่ล้วนเรือตลาดไม่ขาดคราว
ยิ่งเย็นเยียบยามดึกให้นึกหนาว
เป็นลมว่าวเฉื่อยฉิวหวิวหวัวใจ
แต่ความโศกนี้จะกอกออกที่ไหน
แล้วก็ไม่พักกอกดอกจริงจริง


เคยมีมิตรมากมายทั้งชายหญิง
อนาถนิ่งน้อยหน้าน้ำตานอง
น้อยหรือใจจืดจางให้หมางหมอง
เห็นเจ้าของขายหน้าทั้งตาปี
เย็นยะเยียบหย่อมหญ้าป่าช้าผี
มาปลงที่เมรุทองทั้งสองคน
ช่วยส่งสองศรีสวัสดิ์ไปปัฏิสนธิ์
ประจวบจนได้พบประสบกัน
จงลอยลิบลุล่วงถึงสรวงสวรรค์
อย่ามีอันตรายเป็นเหมือนเช่นนี้


ด้วยดวงใจเจ้ามันคล้ำดำมิดหมี
เหมือนแม่ศรีสาครฉะอ้อนเอว
เพราะขัดขวางความในเหมือนไขว่เฉลว
เหมือนควันเปลวปลิวต้องให้หมองมอม
จะชวดเชยชวดชิดสนิทสนอม
ใครแปลงปลอมปลิดสอยมันต่อยตาย


จะพึ่งพักพิศวาสเหมือนมาดหมาย
เห็นฝักฝ่ายเฟือนลงด้วยทรงโลม
พยุพัดฮือฮือกระพือโหม
น้ำค้างโซมแสนหนาวให้เปล่าใจ
เหมือนเพชรพร้อยพรอยพร่างสว่างไสว
จะแลไหนเงียบเหงาทุกเหย้าเรือน
ว่าสมมาดเหมือนใจแล้วไม่เหมือน
มีแต่เคลื่อนแคล้วคลาดประหลาดใจ
กอระกำแกมสละขึ้นไสว
ระกำไม่เหมือนระกำที่ช้ำทรวง
เหลือที่จักจับต้องเป็นของหลวง
ระรื่นร่วงเรณูฟูขจร
ยังปรากฏกลิ่นกล่อมหอมเกสร
ไม่ดับร้อนร่วงกลิ่นให้ดิ้นโดย
แต่นกกดร้องเร้ากระเหว่าโหวย
โอ้โศกโรงเหมือนพี่ร้างมาทางจร

ถึงบางขวางปางก่อนว่ามอญขวาง
ทำยกย่างขวางแขวนแสนแสงอน
วัดพิกุลฉุนกลิ่นระรินรื่น
เหมือนพิกุลอุ่นทรวงพวงมาลัย
โอ้ยามนี้มิได้เชยเหมือนเคยชื่น
พระพายโชยโรยรินกลิ่นลำดวน
บางสนามนึกขามแต่หนามเสี้ยน
ที่กีดขวางทางความแต่หนามเตย
ถึงสวนแดนแสนเสียดายสายสวาท
ไปสวรรค์ชั้นบนคนละแดน


ถึงวัดเกดเจตนาแต่การะเกด
เคยสบเนตรเกษน้อยกลอยฤทัย
น้ำค้างพรมลมชายระบายโบก
เหมือนโศกร้างห่างเหเสน่ห์นวล
เห็นรักน้ำคร่ำคร่าไม่น่ารัก
แต่ละต้นผลลูกดังผูกพวง
เหมือนรักคนคนรักทำยักยอก
แม้นยางลูกถูกหัตถ์ก็กัดลาม


วัดชะลอใครหนอชะลอฉลาด
ช่วยชะลอวรลักษณ์ที่รักทรง
ถนอมแนบแอบอุ้มประทุมน้อย
เมื่อปลื้มใจไสยาอนาทร


เห็นคลองขวางบางกรวยระทวยจิต
เคยร่วมสุขทุกข์ร้อนแต่ก่อนมา
แต่ก่อนกรรมทำสัตว์ให้พลัดพราก
เคยไปมาหาน้องในคลองนี้
สงสารบุตรสุดเศร้าทุกเช้าค่ำ
เขม้นมองคลองบ้านดูมารดา
ยิ่งตรอมตรึกดึกดื่นสะอื้นอั้น
เหมือนนิ่มน้องร้องเรียกสำเหนียกนาน


บางสีทองคลองบ้านน้ำตาลสด
เหมือนปากพี่สีทองของน้องน้อย
ทุกวันนี้พี่ก็เฒ่าเราก็หง่อม
โอ้จอมพี่สีทองของน้องยา


บางอ้อช้างโอ้ช้างที่ร้างโขลง
พี่คลาดแคล้วแก้วตาให้อาลัย


เดี๋ยวนี้นางไทยลาวแก่สาวสอน
ถึงนางมอญก็ไม่ขวางเหมือนนางไทย
โอ้หอมชื่นเช่นกับรสแป้งสดใส
ที่เคยใส่หัตถ์หอมถนอมนวล
มาหอมรื่นแต่ดอกไม้ที่ในสวน
เหมือนจะชวนชื่นใจเมื่อไกลเชย
หนามทุเรียนรักฉีกอีกเจ้าเอ๋ย
ไม่น่าเชยน่าชังล้วนรังแตน
มาสิ้นชาติชนมโลกให้โศกแสน
ไม่ร่วมแผ่นภพโลกยิ่งโศกใจ


ไม่สมเจตนาน่าน้ำตาไหล
มาจำไกลกลืนกลั้นที่รัญจวน
หอมดอกโศกเศร้าสร้อยละห้อยหวน
มาถึงสวนโศกช้ำระกำทรวง
จะเด็ดหักเสียก็ได้เขาไม่หวง
ก็โรยร่วงเปล่าหมดไม่งดงาม
จะเก็บดอกเด็ดผลคนก็ขาม
เหมือนรำรามรักรายริมชายพง


เอาอาวาสมาไว้ให้อาศัยสงฆ์
ให้มาลงเรือร่วมนวมที่นอน
แขนจะคอยเคียงวางไว้ต่างหมอน
จะกล่าวกลอนกล่อมขนิษฐ์ให้นิทรา


ไม่ลืมคิดนิ่มน้อยละห้อยหา
โอ้สิ้นอายุเจ้าได้เก้าปี
จึงจำจากนิ่มน้องให้หมองศรี
เห็นแต่ที่ท้องคลองนองน้ำตา
ด้วยเป็นกำพร้าแม่ชะแง้หา
เช็ดน้ำตาโซมซาบลงกราบกราน
จนไก่ขันเอื้อนเอกวิเวกหวาน
เจียนจะขานหลงแลชะแง้คอย


อร่อยรสซาบซ่านหวานคอหอย
เป็นคู่บอกดอกสร้อยสักรวา
เธอเป็นจอมเราเป็นจนต้องบ่นหา
เมื่อไรจะพาพิมน้อยมากลอยใจ


มาอยู่โรงรักป่าน้ำตาไหล
เหมือนอกไอยราร้างฝูงนางพัง

พอจวนรุ่งฝูงนกวิหคร้อง
กระเหว่าหวานขานเสียงสำเนียงดัง
อโณทัยไตรตรัสจำรัสแสง
หอมดอกไม้หลายพรรณให้รัญจวน
โอ้บุปผาสารพัดที่กลัดกลีบ
ให้ชื่นชุ่มภุมรินสิ้นทั้งปวง
แต่ดอกฟ้าส่าหรีเจ้าพี่เอ๋ย
จะกลัดกลิ่นสิ้นรสเพราะมดตอม


ถึงวัดสักเหมือนพึ่งรักที่ศักดิ์สูง
แม้นดอกฟ้าคลาเคลื่อนหล่นเลื่อนลอย
บางขนุนขุนกองมีคลองกว้าง
เป็นเรื่องหลังครั้งคราวท้าวอู่ทอง
สุดาใดได้เพื่อนอย่าเฟือนพี่
อันน้ำในใจรักช่วยตักเติม
บางนายไกรไกรทองอยู่คลองนี้
ไปเข่นฆ่าชาละวันให้พลันตาย
ได้ครอบครองสองสาวชาวพิจิตร
เหมือนตัวพี่นี้ได้ครองแต่น้องยา
ถึงคลองขวางบางระนกโอ้อกพี่
ไปอุ้มแก้วแววตาพาจรัล
คงร่วมเรือเมื่อว่าตื่นสะอื้นอ้อน
ให้แย้มสรวลชวนเสบยเฝ้าเชยชิม
บางคูเวียงเสียงเงียบเซียบสงัด
ดูรูปนางบางคูเวียงเหมือนเหนียงนา
เห็นโรงหีบหนีบอ้อยเขาคอยป้อน
เห็นน้ำอ้อยย้อยรางที่อ่างเรียง
อันลำอ้อยย่อยยับเหมือนกับอก
เขาโหมไฟในโรงโขมงควัน
โอ้น้ำในใจคนเหมือนต้นอ้อย
ต้องหันหีบหนีบแตกให้แหลกลำ


ประสานซ้องเซ็งแซ่ดังแตรสังข์
เหมือนชาววังหวีดเสียงสำเนียงนวล
กระจ่างแจ้งแจ่มฟ้าพฤกษาสวน
เหมือนกลิ่นนวลน้ำกุหลาบซึ่งซาบทรวง
ครั้นรุ่งรีบบานงามไม่ห้ามหวง
ได้ซาบทรวงเสาวรสไม่อดออม
มิหล่นเลยละให้หมู่แมงภู่สนอม
จนหายหอมแลกลอกเหมือนดอกกลอย


สูงกว่าฝูงเขาเหินเห็นเกินสอย
จะได้คอยเคียงรับประคับประคอง
ว่าเดิมบางชื่อถนนเขาขนของ
แต่คนร้องเรียกเฟือนไม่เหมือนเดิม
เหมือนมณีนพรัตน์ฉัตรเฉลิม
ให้พูนเพิ่มพิศวาสอย่าคลาดคลาย
ชื่อจึงมีมาทุกวันเหมือนมั่นหมาย
เป็นยอดชายเชี่ยวชาญการวิชา
สมสนิทนางตะเข้เสน่หา
จะเกื้อหน้าพางามขึ้นครามครัน
แม้นปีกมีเหมือนหนึ่งนกจะผกผัน
มาด้วยกันกับทั้งคู่ที่อยู่ริม
จะคอยช้อนโฉมอุ้มไม่หยุมหยิม
กว่าจะอิ่มอกแอบแนบนิทรา
เป็นจังหวัดเวียงสวนล้วนพฤกษา
ไม่เหมือนหน้านางนั่งในวังเวียง
มีคนต้อนควายตวาดไม่ขาดเสียง
โอ้พิศเพียงชลนาพี่จาบัลย์
น้ำอ้อยตกเหมือนน้ำตาพี่กว่าขัน
เหมือนอ้นอั้นอกกลุ้มรุมระกำ
ข้างปลายกร่อยชืดชิมไม่อิ่มหนำ
นั่นแลน้ำจึงจะหวานเพราะจานเจือ

ถึงบางม่วงง่วงจิตคิดถึงม่วง
มะม่วงงอมหอมหวนเหมือนนวลเนื้อ
เห็นต้นรักหักโค่นต้นสนัด
เหมือนตัดรักหักสวาทขาดอาลัย


ถึงบางใหญ่ให้จอดทอดประทับ
เมื่อกินข้าวเขาก็หักใบรักมา
อร่อยนักรักอ่อนปลาช่อนย่าง
อยากรู้จักรักใคร่พึ่งได้ชิม
โอ้รักต้นคนรักเขาหักให้
แต่รักน้องต้องประสงค์ถึงงงงวย


เสพอาหารหวานคาวเมื่อคราวยาก
แต่มะแป้นแกนในจะไปคืน
เห็นสิ่งของน้องรักฟักจันอับ
พี่จรจากฝากชิดสนิทมา
แผ่นขนุนวุ้นแท่งของแห้งสิ้น
ได้ชื่นชิมอิ่มหนำทั้งลำเรือ


แล้วเข้าทางบางใหญ่ครรไลล่อง
เห็นสิ่งไรในจังหวัดรัถยา
แม้นแก้วตามาเห็นเหมือนเช่นนี้
ไม่แจ้งนามถามพี่จะชี้ชวน
ที่ริมน้ำง้ำเงื้อมจะเอื้อมหัก
ไม่เหมือนหมายสายสวาทมาขาดกลาง


ต้องจากทรวงเสียใจอาลัยเหลือ
มิรู้เบื่อบางม่วงเหมือนดวงใจ
เป็นรอยตัดรักขาดให้หวาดไหว
ด้วยเห็นใจเจ้าเสียแล้วเจ้าแก้วตา


เข้าเทียบกับกิ่งรักไม่พักหา
จิ้มปลาร้าลองดูด้วยอยู่ริม
เปรียบเหมือนนางเนื้อนุ่มที่หยุมหยิม
ชอบแต่จิ้มปลาร้าจึงพารวย
ไม่พักได้เด็ดรักไม่พักฉวย
ใครไม่ช่วยชักนำให้กล้ำกลืน


ล้วนของฝากเฟื่องฟูค่อยชูชื่น
ของอื่นอื่นอักโขล้วนโอชา
แช่อิ่มพลับผลชิดเป็นปริศนา
เหมือนแก้วตาตามติดมาชิดเชื้อ
แต่ละชิ้นชูใจอาลัยเหลือ
เพราะน้องเนื้อนพคุณกรุณา


ไปตามคลองเคลื่อนคล้อยละห้อยหา
สะอื้นอาลัยถึงคะนึงนวล
จะยินดีด้วยดอกไม้ที่ในสวน
ชมลำดวนดอกส้มต้นนมนาง
เอายอดรักให้น้องเมื่อหมองหมาง
โอ้อ้างว้างวิญญาณ์ในสาคร

บางกระบือเห็นกระบือเหมือนชื่อบ้าน
ลงปลักเปลือกเกลือกเลนระเนนนอน
โอ้อกพี่นี้ก็ร้อนเพราะศรรัก
แม้นเหมือนรสพจมานเมื่อวานซืน
โอ้เปรียบชายคล้ายนกวิหคน้อย
ได้ใกล้เคียงเรียงริมจะอิ่มเอม


ถึงคลองย่านบ้านบางสุนัขบ้า
เป็นบ้าจิตคิดแค้นด้วยแสนร้าย


ถึงลำคลองช่องกว้างชื่อบางโสน
โสนออกดอกระย้าริมสาชล
แต่ต้นเบาเขาไม่ใช้เช่นใจหญิง
เห็นตะโกโอ้แสนแค้นตะโก
พอสุดสวนล้วนแต่เหล่าเถาสวาด
ชื่อสวาดพาดเพราะเสนาะนาม
สวาดต้นคนต้องแล้วร้องอุ่ย
จนชั้นลูกถูกต้องเป็นกองกลาง
ริมลำคลองท้องทุ่งดูวุ้งเวิ้ง
ดอกบัวเผื่อนเกลื่อนกลาดดาษดา


ถึงบ้านใหม่ธงทองริมคลองลัด
ขอความรักหนักแน่นให้แสนตรง
ได้ชมวัดศรัทธาสาธุสะ
นาวาล่องคล่องแคล่วเขาแจวเจน
ดูชาวบ้านพรานปลาทำลามก
เป็นทุ่งนาป่าไม้รำไรราย


แสนสงสารสัตว์นาฝูงกาสร
เหมือนจะร้อนรนร่ำทุกค่ำคืน
ถึงฝนสักแสนห่าไม่ฝ่าฝืน
จะชูชื่นใจพี่ด้วยปรีดิ์เปรม
จะเลื่อนลอยลงสรงกับหงส์เหม
แสนเกษมสุดสวาทไม่คลาดคลาย


เหมือนขี้ข้านอกเจ้าเฉาฉงาย
ใครใกล้กรายเกลียดกลัวทุกตัวคน


สะอื้นโอ้อ้างว้างมากลางหน
บ้างร่วงหล่นแลงามเมื่อยามโซ
เบาจริงจริงเจียวใจเหมือนไม้โสน
ถึงแสนโซสิ้นคิดไม่ติดตาม
ขึ้นพ้นพาดเพ่งพิศให้คิดขาม
แต่ว่าหนามรกระชะกะกาง
ด้วยรุกรุยรกเรื้อรังเสือสาง
เปรียบเหมือนอย่างลูกสวาทศรียาตรา
ด้วยน้ำเจิ่งจอกผักขึ้นหนักหนา
สันตะวาสายติ่งต้นลินจง


ที่หน้าวัดเห็นเขาปักเสาหงส์
เหมือนคันธงแท้เที่ยงอย่าเอียงเอน
ไหว้ทั้งพระปฏิมามหาเถร
เฟือยระเนนน้ำพร่างกระจ่างกระจาย
เที่ยวดักนกยิงเนื้อมาเถือขาย
พวกหญิงชายชาวเถื่อนอยู่เรือนโรง

ที่ริมคลองสองฝั่งเขาตั้งบ้าน
ถึงชะวากปากช่องชื่อคลองโยง
มีบ้านช่องสองฝั่งชื่อบางเชือก
ที่เรือน้อยลอยล่องค่อยคล่องไป
เวทนากาสรสู้ถอนถีบ
ถึงแสนชาติจะมาเกิดกำเนิดกาย


ตามแถวทางกลางย่านนั้นบ้านว่าง
เจ๊กจีนใหม่ไทยมั่งไปตั้งโรง
ดูทุ่งกว้างวางเวกหมอกเมฆมืด
ฝูงวิหคนกกาเที่ยวหากิน
บ้างเดินดินบินว่อนขึ้นร่อนร้อง
ค้อนหอยย่องมองปลาแข้งขายาว
กระทุงทองล่องเลื่อนดูเกลื่อนกลาด
มีต่างต่างยางกรอกนกดอกบัว
นกกระจาบคาบคุ่มอีลุ้มร่อน
เห็นยางเจ่าเซาจับคอยสับปลา
โอ้ดูนกอกใจให้ไหวหวาด
เห็นสิ่งไรใจพี่ไม่มีเพลิน


จะออกช่องคลองโยงเห็นโรงบ้าน
โอ้แผ่นฟ้ามาตากถึงภาคพื้น
เจ้าหนูน้อยพลอยว่าฟ้าตกน้ำ
แม้นแดนดินสิ้นฟ้าสุราลัย


น่าสำราญเรียงรันควันโขมง
เป็นทุ่งโล่งลิบลิ่วหวิวหวิวใจ
ล้วนตมเปือกเปอะปะสวะไสว
ที่เรือใหญ่โป้งโล้งต้องโยงควาย
เขาตีรีบเร่งไปน่าใจหาย
อย่าเป็นควายรับจ้างที่ทางโยง


เขาปลูกสร้างศาลาเปิดฝาโถง
ขุดร่องน้ำลำกระโดงเขาโยงดิน
บรรพตพืดภูผาพนาสิณฑ์
ตามที่ถิ่นเขตแคว้นทุกแดนดาว
ริมขอบหนองนกกระกรุมคุ่มคุ่มขาว
อีโก้งก้าวโก้งเก้งเขย่งตัว
ไม่คลาคลาดคลอเคลียเหมือนเมียผัว
เที่ยวเดินยั้วเยี้ยย่องที่ท้องนา
ดูว้าว่อนเวียนเร่ในเวหา
นกกระสาซ่องซ่องค่อยย่องเดิน
ยามนิราศเริดร้างมาห่างเหิน
ส่วนเรือเดินด่วนไปใจจะคืน


เขาเรียกลานตากฟ้าค่อยพาชื่น
น่าจะยืนหยิบเดือนได้เหมือนใจ
ใครช่างดำยกฟ้าขึ้นมาได้
จะเปล่าใจจริงจริงทั้งหญิงชาย

โอ้ฟังบุตรสุดสวาทฉลาดเปรียบ
ถึงแขวงแควแลลิ่วชื่องิ้วราย
งามเสงี่ยมเอี่ยมอิ่มเมื่อพริ้มพักตร์
แสนสุภาพกราบก้มประนมนิ้ว


ถึงย่านน้ำสำประทวนรำจวนจิต
ไปลอบโลมโฉมเฉกที่เมฆบัง


ถึงปากน้ำลำคลองที่ท้องทุ่ง
มีรางรองสองชั้นทำคันโพง
น่าชมบุญขุนพัฒน์ไม่ขัดข้อง
เมียน้อยน้อยพลอยเป็นสุขไรจุกเจิม
ทุกวันนี้มีทรัพย์เขานับถือ
สงสารจนอ้นอั้นให้ตันใจ


ริมลำคลองสองฝั่งสะพรั่งพฤกษ์
นกอีลุ้มคุ่มขาบจิบจาบโจน
บนไม้สูงฝูงเปล้านกเค้ากู่
วิเวกใจได้ยินยิ่งดิ้นโดย
พอมืดมนฝนคลุ้มชอุ่มอับ
เสียงลมสั่นบันลือกระพือพัด
ฟ้ากระหึมครึมครั่นให้ปั่นป่วน
แวมสว่างอย่างแก้วดูแวววาว
เพราะนางเอกเมขลาหล่อนล่อแก้ว
เหมือนรักแก้วแววฟ้าสุดาดวง


ต้องทำเนียบนึกไปก็ใจหาย
สะอื้นอายออกความเหมือนนามงิ้ว
ดูน่ารักเรือนผมก็สมผิว
เหมือนโฉมงิ้วงามราวกับชาววัง


เหมือนใจคิดทวนทบตลบหลัง
เปรียบเหมือนนั่งแอบอุ้มทุกทุ่มโมง


เจ๊กเขาหุงเหล้ากลั่นควันโขมง
ผูกเชือกโยงยืนชักคอยตักเติม
มีเงินทองทำทวีภาษีเสริม
ได้พูนเพิ่มวาสนาเสียกว่าไทย
เหมือนเราหรือเขาจะรักมิผลักไส
จนเข้าในปากน้ำสำประโทน


พินิจนึกเหมือนหนึ่งเขียนบ้างเกรียนโกร๋น
กระพือโผนโผผินขึ้นบินโบย
กระลุมพูโพระโดกเสียงโหวกโหวย
ละห้อยโหยหาน้องในคลองลัด
โพยมพยับเป็นพยุระบุระบัด
พิรุณซัดสาดสายลงพรายพราว
เหมือนพี่ครวญคราวทนน้ำฝนหนาว
เป็นเรื่องราวรามสูรอาดูรทรวง
จะให้แล้วแล้วไม่ให้ด้วยใจหวง
เฝ้าหนักหน่วงนึกเหมือนจะเคลื่อนคลา

ถึงบางแก้วแก้วอื่นสักหมื่นแสน
ดูรูปนางบางแก้วไม่แผ้วตา
จนเกินย่านบ้านคลองที่ท้องทุ่ง
ทุกถิ่นเถื่อนเรือนโรงโขมงควัน


ถึงโพเตี้ยโพต่ำเหมือนคำกล่าว
เป็นเรื่องราวจ้าวฟ้าพระยาพาน
แล้วปลูกพระมหาโพธิบนโขดใหญ่
อันเท็จจริงสิ่งใดเป็นไกลตา


ที่ท้ายบ้านศาลจ้าวของชาวบ้าน
เห็นคนทรงปลงจิตอนิจจัง
ซึ่งคำปดมดท้าวว่าจ้าวช่วย
อันจ้าวผีนี้ถึงรับก็กลับกลาย
แต่บ้านนอกขอกนาอยู่ป่าเขา
เหมือนถือเพื่อนเฟือนหลงว่าทรงดี


บางกระชับเหมือนกำชับให้กลับหลัง
วานซืนนี้พี่ได้รับกำชับมา
แต่เป็ดหงส์ลงหาดไม่คลาดคู่
เหมือนเสียทีมีเพื่อนไม่เหมือนใจ


ถึงวัดสิงห์สิงสู่อยู่ที่นี่
ถึงตัวจากพรากพลัดกำจัดจร


ไม่เหมือนแม้นแก้วเนตรของเชษฐา
ไม่เหมือนหน้าน้องแก้วที่แคล้วกัน
เป็นเขตคุ้งขอบป่าพนาสัณฑ์
เป็นสำคัญเขตโขดโตนดตาล


แต่โตราวสามอ้อมเท่าพ้อมสาน
มาสังหารพระยากงองค์บิดา
เผอิญให้เตี้ยต่ำเพราะกรรมหนา
เขาเล่ามาพี่ก็เล่าให้เจ้าฟัง


บวงสรวงศาลจ้าวผีบายศรีตั้ง
ให้คนทั้งปวงหลงลงอบาย
ไม่เห็นด้วยที่จะได้ดังใจหมาย
ถือจ้าวนายที่ได้พึ่งจึงจะดี
ไม่มีจ้าวนายจึงต้องพึ่งผี
ไม่สู้พี่ได้แล้วเจ้าแก้วตา


กำชับสั่งว่าจะคอยละห้อยหา
ไม่อยู่ช้ากว่ากำชับจะกลับไป
สังเกตดูดังจะพาน้ำตาไหล
ดังดินไร้เส้นหญ้าอนาทร


แต่ใจนี้พี่ไปสิงมิ่งสมร
ยังอาวรณ์หวังเสน่ห์ทุกเวลา

ถึงวัดท่าท่าน้ำดูฉ่ำชื่น
คิดถึงนุชสุดสวาทที่คลาดคลา


ถึงบ้านกล้วยกล้วยกล้ายเขารายปลูก
กล้วยหักมุกสุกห่ามอร่ามเครือ
คิดถึงเมื่อเรือน้องมาคลองนี้
สะอื้นโอ้โพล้เพล้ถึงเวลา
บ้างเริงร้องซ้องแซ่กรอแกรกรีด
ลูกอ่อนแอแม่ป้อนชะอ้อนเอียง
เอ็นดูนกกกบุตรแล้วสุดเศร้า
หวนสะอื้นฝืนใจอาลัยแล


ตะวันรอนอ่อนอับพยับแสง
ยังรอรั้งสั่งฟ้าด้วยอาลัย
พระจันทรจรจำรูญข้างบูรพทิศ
โอ้กระต่ายหมายจันทร์ถึงชั้นฟ้า
มนุษย์หรือถือดีว่ามีศักดิ์
ไม่เหมือนเดือนเหมือนกระต่ายเสียดายน้อง


น้ำค้างพรมลมเฉื่อยเรื่อยเรื่อยริ้ว
เกสรงิ้วปลิวฟ้ามายาใจ
โอ้งิ้วป่าพาหนาวเมื่อคราวยาก
แม้นงิ้วเป็นเช่นงานเมื่อวานซืน
โอ้ดูเดือนเหมือนได้ยลวิมลพักตร์
กระจ่างแจ้งแสงจันทร์ยิ่งรัญจวน


สำราญรื่นร่มไม้ไทรสาขา
จะคอยท่าถามข่าวทุกคราวเครือ


น้ำเต้าลูกเท่ากระติกพริกมะเขือ
อยู่ริมเรือเรียดทางข้างคงคา
จะชวนชี้ชมประเทศกับเชษฐา
สกุณาข้ามฝั่งไปรังเรียง
หวิวหวิวหวีดเวทนาภาษาเสียง
บ้างคู่เคียงเคล้าคลอเสียงซอแซ
เหมือนบุตรเราเคียงข้างไม่ห่างแห
ได้เห็นแต่ตาบน้อยละห้อยใจ


ดูดวงแดงดังจะพาน้ำตาไหล
ค่อยไรไรเรืองลับวับวิญญาณ์
กระต่ายติดแต้มสว่างกลางเวหา
เทวดายังช่วยรับประคับประคอง
มิรับรักเริดร้างให้หมางหมอง
จึงขัดข้องขัดขวางทุกอย่างไป


หนาวดอกงิ้วงิ้วออกดอกไสว
ให้ทราบในทรวงช้ำสู้กล้ำกลืน
สุดจะฝากแฝงหน้าไม่ฝ่าฝืน
จะชูชื่นช่วยหนาวเมื่อคราวครวญ
ไม่ลืมรักรูปงามทรามสงวน
คะนึงหวนนิ่งนอนอ่อนกำลัง

ถึงบ้านธรรมศาลาริมท่าน้ำ
เดชะคำทำคุณการุณัง
ขอสมหวังดังสวาทอย่าคลาดเคลื่อน
หนังสือไทยอธิษฐานสารสุนทร
โอ้เย็นฉ่ำน้ำค้างลงพร่างพร้อย
พอมืดมนฝนพยับอับโพยม


ถึงถิ่นฐานบ้านเพนียดเป็นเนินสูง
เหตุเพราะนางช้างต่อไปล่อลวง
โอ้อกเพื่อนเหมือนหนึ่งชายที่หมายมาด
ต้องติดบ่วงห่วงรักชักชะโลง
เข้าจอดท่าหน้าเนินเพนียดช้าง
พอประทังบังฝนใต้ต้นไทร
แต่ลูกเล็กเด็กอ่อนนอนชั้นล่าง
โอ้รินรินกลิ่นเกสรขจรเจือ


หนาวน้ำค้างพร่างพรมจะห่มผ้า
ถึงลมว่าวหนาวยิ่งจะผิงไฟ
สงัดเงียบเยียบเย็นทุกเส้นหญ้า
ไม่เห็นหนต้นไม้พระไทรครึม
ทั้งเป็ดผีปี่แก้วแว่วแว่วหวีด
เสียงหริ่งหริ่งกิ่งไทรเรไรร้อง


เป็นโรงธรรมภาคสร้างแต่ปางหลัง
เป็นที่ตั้งศาสนาให้ถาวร
ให้ได้เหมือนหมายรักในอักษร
จงถาพรเพิ่มรักเป็นหลักโลม
ให้ละห้อยหวนเห็นเหมือนเช่นโฉม
ทรวงจะโทรมเสียเพราะรักที่หนักทรวง


ที่จับจูงช้างโขลงเข้าโรงหลวง
พลายทั้งปวงจึงต้องถูกมาผูกโรง
แสนสวาทหวังงามมาตามโขลง
เสียดายโป่งป่าเขาคิดเศร้าใจ
มีโรงร้างไร้ฝาเข้าอาศัย
พวกผู้ใหญ่หยุดหย่อนเขานอนเรือ
น้ำค้างพร่างพรมพราวให้หนาวเหลือ
เหมือนกลิ่นเนื้อแนบชิดสนิทใน


พออุ่นอารมณ์ระงับได้หลับไหล
แต่หนาวใจจากเจ้าให้เศร้าซึม
แต่สัตว์ป่าปีบร้องก้องกระหึม
เสียงงึมงึมเงาไม้พระไทรคะนอง
จังหรีดกรีดกรีดเกรียวเสียวสยอง
แม่ม่ายสองไนเพราะเสนาะใน

สงสารแต่แม่หม้ายสายสวาท
อ่านหนังสือหรือว่าน้องจะลองใน
แม้นยอมใจให้สัตย์จะนัดน้อง
นี่หลงเพื่อนเหมือนเคี้ยวข้าวเหนียวลาว
โอ้คิดอื่นหมื่นแสนไม่แม้นเหมือน
สงัดเสียงเที่ยงคืนเคยชื่นเชย
จวนจะหลับกลับฝันว่าขวัญอ่อน
พี่เคยเห็นเช่นเคยเชยฉันใด
พอฟื้นกายหายรูปให้งูบง่วง
ยังมีคุ้นอุ่นจิตไม่บิดเบือน
ยังเหลือแต่แพรสีที่พี่ห่ม
แม้นโฉมงามตามมาจะพาจร
โอ้ยามสามยามจากเคยฝากรัก
มาสูญชาติวาสนาน้ำตานอง


นอนอนาถหนาวน่าน้ำตาไหล
เสียดายใจจางจืดไม่ยืดยาว
จะร่วมห้องหายหม้ายทั้งหายหนาว
ลืมข้าวเจ้าเจ้าประคุณที่คุ้นเคย
ที่ร่วมเรือนร่วมเตียงเคียงเขนย
เมื่อไรเลยจะคืนมาชื่นใจ
แนบฉะอ้อนอุ่นจิตพิสมัย
จนชั้นไฝที่ริมปากไม่อยากเฟือน
กำสรดทรวงเสียใจใครจะเหมือน
มาเป็นเพื่อนทุกข์ยากเมื่อจากจร
ขึ้นประธมจะถวายให้สายสมร
เมื่อขวัญอ่อนขึ้นไปชมประธมทอง
ได้ฟูมฟักแฝงเฝ้าเป็นเจ้าของ
มิได้น้องแนบเชยเหมือนเคยเคียง