ประวัติผู้แต่ง นายชิต บุรทัต

นายชิต บุรทัต เป็นบุตรของนาบชู เปรียญ ๕ ประโยค มารดาชื่อ ปริก เกิด พ.ศ. ๒๔๓๕ ถึงแก่กรรมวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๘ ณ บ้านถนนวิสุทธิกษัตริย์ เริ่มศึกษาอักษรสมัยทั้งภาษาไทยและภาษาบาลี เป็นมูลมาจากบิดามารดา จนอายุสมควรเข้าโรงเรียนจึงได้ไปเข้าเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดราชบพิตรและวัดสุทัศน์เทพวราราม สอบไล่ได้ในชั้นประโยคมัธยมศึกษา ได้เมื่ออายุ ๑๔ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ แล้วบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดราชบพิตร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (เมื่อครั้งยังดำรงพระยศหม่อมเจ้าพระ สถาพรพิริยพรต ทรงเป็นพระอุปฌาย์ การศึกษาภาษาบาลี ส่วนมากเรียนจากบิดา ผู้เป็นพระอาจารย์สอนพระปริยัติธรรม ณ สำนักเรียนบาลีในวัดนั้น และสมัยนั้นนายชิตบวชอยู่สองพรรษา ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๕๐ ลาจากบรรพชาเพศ ไปประกอบการงานอื่น ๆ ตามโอกาส

ครั้น พ.ศ. ๒๕๔๒ กลับบรรพชาเป็นสามเณรอีกที่วัดเทพศิรินทราวาส สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวร เมื่อยังมีสมณศักดิ์ที่พระเทพกวี) เป็นอุปัชฌาย์ เรียนภาษาบาลีในสำนักเรียนบาลีวัดนั้น โดยพระอมราภิรักขิตเป็นอาจารย์

ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้ย้ายไปอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร เรียนปริยัติธรรมในสำนักสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระมหาสมณเจ้า สืบมาจนได้อุปสมบทโดยพระอุปการคุณแห่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อละจากเพศอุปสมบทแล้ว ใน พ.ศ. ๒๔๕๖ ได้เข้าทำการ ณ สำนักงานหนังสือพิมพ์รายเดือน ศรีกรุง ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรกอยู่ในคณะผู้ประพันธ์ ดดยนายศุกรี วสุวัต เป็นเจ้าของและหัวหน้า

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ นายชิต บุรทัต ได้เขียนบทประพันธ์เป็นกาพย์เป็นเรื่องปลุกใจให้คนรักชาติลงในหนังสือสมุทรสาร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรต้นฉบับเรื่องนี้แล้วก็ทรงพอพระราชหฤทัยและโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่ลงภาพนายชิต บุรทัต ประกอบบทประพันธ์นั้นด้วย

พ.ศ. ๒๔๖๙ รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามสกุล บุรทัต ให้แก่นายชิต นายชิตได้สมรสกับแม่จั่น และได้ครองชีวิตกันมาจนนายชิตถึงแก่กรรม ไม่มีทายาท

บทประพันธ์ของนายชิต บุรทัต สาวนมากเป็นประเภทกวีนิพนธ์ คือ กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ทั้งนี้เนื่องแต่มีนิสัยชอบทางกวีนิพนธ์มาแต่เยาว์ เพราะอาศัยเหตุที่ได้ยินได้ฟังบิดาอ่านกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ เป็นทำนองไพเราะชินหู อันต้องกับความนิยมชมชอบแล้ว ยังได้รับความส่งเสริมให้ศึกษาโดยประการต่าง ๆ จากบิดาอีกด้วย เป็นผลให้มีชื่อเสียงออกหน้าในเชิงร้องหรืออ่านกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ตั้งแต่เป็นนักเรียนในโรงเรียนมาแล้ว เช่น เป็นต้นบทร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี บทร้องในหนังสือดอกสร้อยสุภาษาิต และทุก ๆ ปี ได้ถุกคัดเลือกให้ไปสวดฉันท์ที่ศาลาราย วัดพระศรีรัตนศาสนดารามในคราวเข้าพรรษา สารท และออกพรรษา คราวละ ๓ วัน

<กลับ>