กลับหน้าแรก

 

ประวัติและผลงานของนักดนตรีไทย

 

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์บทละครที่เป็นวรรณคดีที่มีชื่อเสียงเช่น รามเกียรติ์ ขุนช้าง-ขุนแผน อิเหนา และบทละครนอกเรื่องไชยเชฐเป็นต้น ทางด้านดนตรีทรงซอสามสายได้ไพเราะและ ทรงพระราชนิพนธ์พลงบุหลันลอยเลื่อน2ชั้นที่มีชื่อเสียงมากนอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นต้นแบบของศิลปินไทย ที่ได้รับการยกย่องและระลึกถึง โดยในปี พ.ศ. 2528 ได้มีการประกาศให้วันที่ 24กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันศิลปินแห่งชาติ

 

พระยาประสานดุริยศัพท

 

พระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์) เป็นบุตรคนโตของขุนกนกเรขา(ทองดี)กับนางนิ่ม เกิดเมื่อวันที่4กันยายนพ.ศ.2403 ตรงกับวันอังคาร ณ บ้านเลขที่ 81 ตรอกไข่ถนนบำรุงเมือง ตำบลหลังวัดเทพธิดากรุงเทพมหานครท่านได้เรียนปี่ชวากับครูชื่อ“หนูดำ” ส่วนวิชาดนตรีปี่พาทย์อย่างอื่นได้ศึกษา อย่างจริงจังกับครูช้อยสุนทรวาทิน(บิดาของพระยาเสนาะดุริยางค์จนบรรลุแตกฉานท่านเข้ารับราชการตั้งแต่เมื่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระยศเป็นพระยุพราชได้ทูลขอพระราชทานบรรดาศักดิ์จากพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้นายแปลกเป็นที่“ขุนประสานดุริยศัพท์" นับจากนั้นก็ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์มาเป็นลำดับจนได้เป็นที่“พระยาประสานดุริยศัพท์” เจ้ากรมปี่พาทย์หลวงในสมัยรัชกาลที่6ความรู้ความสามารถของพระยาประสานดุริยศัพท์นั้นเป็นที่กล่าวขวัญเรื่องลือ ว่าท่านเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยฝีมือความรู้ปฏิภาณไหวพริบท่านเป็นครูและเป็นศิลปินที่หาได้ยากยิ่ง.เมื่อปีพ.ศ.2428 ท่านได้รับเลือกให้ไปร่วมฉลองครบรอบร้อยปีของพิพิธภัณฑ์เมืองอวิมปลีย์ที่ประเทศอังกฤษผลขอการบรรเลงขลุ่ย ของท่านป็นที่พอพระราชหฤทัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียเป็นอย่างยิ่งถึงกับรับสั่งขอฟังเพลงขลุ่ยเป็น การส่วนพระองค์ในพระราชวังบัคกิ้งแฮมอีกครั้งในการบรรเลงครั้งหลังนี้สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียทรงลุกจาก ที่ประทับและใช้พระหัตถ์ลูบคอพระยาประสานฯพร้อมทั้งรับสั่งถามว่าเวลาเป่านั้นหายใจบ้างหรือไม่เพราะเสียงขลุ่ย ดังกังวานอยู่ตลอดเวลาพระยาประสานดุริยศัพท์ได้แต่งเพลงไว้ดังนี้คือเพลงเชิดจั่น 3 ชั้น พม่าหัวท่อน เขมรราชบุรี ลาวคำหอม ลาวดำเนินทราย เขมรทรงดำเนิน(เขมรกล่อมพระบรรทม)เขมรปากท่อ เขมรใหญ่ ดอกไม้ไทร ถอนสมอ ทองย่อน เทพรัญจวน นารายณ์แปลงรูป แมลงภู่ทอง สามไม้ใน อาถรรณ์คุณลุงคุณป้า พราหมณ์เข้าโบสถ์ ธรณีร้องไห้ มอญร้องไห้ แขกเห่ อนงค์สุดา วิเวกเวหา แขกเชิญเจ้าย่องหวิด3 ชั้นเป็นต้นความสามารถทางดนตรีของท่านนั้นทำให้ท่านมีลูกศิษย์ที่มีความสามารถเป็นทวีคูณขึ้นไปและศิษย์ของท่าน เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือ พระประดับดุริยกิจ (แหยม วิณิณ) พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)หลวงบรรเลงเลิศเลอ (กร กรวาทิน) พระยาภูมิเสวิน (จิตร จิตตเสวี) อาจารย์มนตรี ตราโมท ครูเฉลิม บัวทั่ง เป็นต้นพระยาประสานดุริยศัพท์ ป่วยโดยโรคชราและถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 65 ปีเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2467

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระประดิษฐ์ไพเราะ

(มี ดุริยางกูร หรือครูมีแขก)

 

คนทั่วไปเรียกท่านว่าครูมีแขก เกิดวันเดือนปีอะไรกัน ไม่ปรากฏให้ทราบแน่ชัด ทราบเพียงแต่ว่า

1. เป็นครูดนตรีมาตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 3 จนถึงรัชกาลที่ 5 2.สมเด็จนกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเคยเห็นพระประดิษฐ์ไพเราะขณะที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯทรงไว้พระเมาลี สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ประสูติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2465
3.ครูมีแขกเป็นครูของครูสิน ศิลปบรรเลง บิดาของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศรศิลปบรรเลง) หลวงประดิษฐ์ไพเราะเกิด เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2424

ครูมีแขกได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงประดิษฐ์ไพเราะเมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม 2396 นักดนตรีทุกคนต่าง ยอมรับนับถือความเป็นอัจฉริยะในทางดนตรีของครูมีแขกโดยถือว่าท่านเป็นบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ของการดนตรีไทย ทีเดียวเพราะนอกจากท่านมีความสามารถในการเล่นดนตรีได้แทบทุกชนิดแล้วท่านยังเป็นต้นตำรับในการแต่งเพลง ประเภทต่างๆได้ดียิ่งด้วยโดยเฉพาะเพลงประเภทลูกล้อลูกขัดจากการที่ท่านถนัดแต่งเพลงประเภทลูกล้อลูกขัดหรือ เพลงประเภท "ทยอย"

ดังในคำไหว้ครูปี่พาทย์ตอนหลังว่า

"ทีนี้จะไหว้ครูปี่พาทย์
ฆ้องระนาดมือดีปี่ไฉน
ทั้งครูแก้วครูฟ้าเป็นหลักชัย
ครูทองอินทร์นั่นแหละใครไม่เทียบทัน
มือตอดหนอดหนักขยักขย่อน
ตาพูนมอญมิใช่ชั่วตัวขยัน
มีครูแขกคนนี้เบาดีครัน
เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ"

พระประดิษฐ์ไพเราะประพันธ์เพลงทยอยนอกโดยแทรกลูกเล่นไว้อย่างพิศดารมีทั้งเดี่ยวลูกล้อลูกขัดเบาทีแรงทีอย่าง บริบูรณ์และเพลงนี้ถือเป็นเพลงต้นตำรับเพลงประเภทลูกล้อลูกขัดพอถึงรัชกาลที่5ครูมีแขกเป็นครูปี่พาทย์ใน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระประดิษฐ์ไพเราะในวันที่21ธันวาคม2396 เนื่องจากแต่งเพลงเชิดจีนบรรเลงทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวและทรงโปรดปรานมาก จึงโปรด เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เพลงเชิดจีนที่ท่านแต่งขึ้นนี้ใช้วิธีอันแปลกประหลาดกว่าเพลงไทยทั้งหลายที่เคยมีมาก สำนวนทำนองของเพลงมีทั้งเชิงล้อเชิงชนทีหนีทีไล่ล้อหลอกกันไปมาระหว่างเครื่องกับเครื่องตามอย่างสนุกสนาน และไพเราะเริงเร้ากระตุ้นเตือนใจชวนให้พังตลอดเวลาเพลงนี้จะฟังให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินหรือจะเอาไป ใช้ประกอบการรำ หรือแสดงละครก็ได้คร ูมีแขกเป็นผู้มีความสังเกตและสนใจจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ประสพพบเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้เห็นได้ยินได้ฟังเพลงดนตรีแปลก ๆ แล้ว ท่านจะจดจำนำมาดัดแปลงหรือมาแต่งเป็นเพลงขึ้นใหม่ ตามหลักดุริยางค์ไทยได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งเช่นวันหนึ่งขณะเดินกลับจากสอนดนตรีในวังผ่านมาได้ยินพวกจีน เขาเล่นมโหรีกันอยู่ก็ให้ศิษย์ที่มาด้วยกัน2คนคือครูศิลปบรรเรงและครูลอดช่วยกันจำไว้พอถึงบ้านก็ได้นำมาเรียบเรียง ประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นเพลงชุดของเพลงจีน 4 เพลงคือเพลงภิรมย์สุรางค์ เพลงอาเฮีย เพลงชมสวน เพลงแป๊ะ ทั้ง 4 เพลงนี้อยู่ในความนิยมของนักดนตรีไทยมาจนทุกวันนี้ในรัชกาลที่ 5 ครูมีแขก ได้เป็นครูมโหรีในสมเด็จกรมพระยาสุ ทรัตน์ราชประยูร แล้วจึงถึงแก่กรรม ท่านได้เป็นต้นตระกูล "ดุริยางค์" บุตรหลานของท่านยังได้เปิดร้านจำหน่าย เครื่องดนตรี อุปกรณ์ อยู่ที่ร้านดุริบรรณ ถนนตะนาว จนทุกวันนี้ ท่านได้สร้างผลงานให้แก่วงดนตรีไทยมากมาย เช่น เป็นต้นตำรับของการเดี่ยวเครื่องดนตรีต่าง ๆ เช่นเพลงพญาโศก พญาครวญ สารภี แขกมอญจีนขิมใหญ่ ภิรมสุรางค์ และลมพัดชายเขา นอกจากนี้ยังเป็นต้นตำรับของการแต่งเพลงอมตอยู่ในความทรงจำของนักดนตรีไทยตลอดไป เพลงที่แต่งมีมากเช่น เพลงตระเวกเล็ก กำสรวลสุรางค์ ขวัญเมือง แขกบรเทศ แขกมอญ บางช้าง จีนแส จีนขิมใหญ่เชิดจีน ทยอยเขมร ทยอยเดี่ยว ทยอยนอก แป๊ะ อาเฮีย พญาครวญ พญาโศก พระอาทิตย์ชิงดวง และภิรมย์สุรางค์ เป็นต้น