วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า

ที่ตั้ง

315 ถ.ราชวิถี เขคราชเทวี กทม. โทร.02-2483391,02-2460066 www.pmk.ac.th

รถเมล์สาย 8-12-14-18-28-92-97-108-157 ปอ.สาย 166-509-510-515-522-539-542-

หลักสูตรที่เปิดสอน

แพทย์ศาสตร์บัณฑิต 6 ปี

ชั้นปีที่ 1 เรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ชั้นปีที่ 2-ุ6 เรียนที่วิทยาลัยแพทย์พระมงกุฎ

คุณสมบัต

1.จบม.6 สายวิทย์หรือเทียบเท่า

2.เป็นชายและหญิง อายุไม่เกิน 20 ปี ชายต้องสูงไม่ตำ่กว่า 160 ซ.ม นำ้หนัก 48 กก.หญิงสูงไม่ตำ่กว่า 150 ซ.ม นำ้หนัก 40 กก.

3.สัญชาติไทยโดยกำเนิดทั้งบิดา-มารดา

4.ต้องมีคุณสมบัติรับราชการทหารชานแดนได้ ร่างกายและสุขภาพจิตแข็งแรง

การรับสมัคร

เดือนพฤศจิกายน

การรับเข้าศึกษา

แบ่งเป็นประเภททุนกองทัพบก และประเภททุนตามโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม ซึ่งประเภททุนกองทัพบกจะต้องรับการทดสอบสมรรถภาพร่างกายตามเกณฑ์อายุ ด้วยท่าดันพื้น 32 ครั้ง ลุกนั่ง 42 ครั้ง วื่ง 2กม. ในเวลา 11นาที กำหนดเกณฑ์การผ่านคะแนนร้อยละ 50 ประกอบด้วยการทดสอบว่ายนำ้ด้วยท่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่องในระยะ 25 เมตร และมีคุณลักษณะที่แสดงถึงความมุ่งมั่น ความเป็นผู้นำให้เห็นเด่นชัด และกำหนดคุณสมบัติทั้งสองประเภท ทุนนักเรียนชาย ทุนนักเรียนหญิง ดังนี้
1.จบ ม.ปลาย สายวิทย์-คณิตหรือเทียบเท่า

2.อายุไม่เกิน 20 ปีนับถึงวันขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตเตรียมแพทย์ศาสตร์ ปีที่ 1มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

3.สัญชาติไทย บิดาเกิดในไทยมีสัญชาติไทย แต่ถ้าบิดาเป็นทหารสัญญาบัตรหรือนายทหารประทวนมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดแล้ว มารดาจะเป็นสัญชาติใดก็ได้

4.ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีปัญหาทางจิตเวชขั้นรุนแรง เช่น โรคจิต ประสาทรุนแรง บุคลิกภาพแปรปรวน โดยเฉพาะ antisocial personality อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและประกอบอาชีพ มีลักษณะเหมาะสมกับการเป็นทหาร ไม่เป็นโรคอ้วนพี ตาบอดสี

5.เป็นชายหรือหญิง ไม่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ชายสูงไม่ตำ่กว่า 160 ซม. นน.ไม่ตำ่กว่า 48 กก.ความขยายของหน้าอกเมื่อหายใจเข้าไม่น้อยกว่า 78 ซม.ความขยายของหน้าอกเมื่อหายใจออกไม่น้อยกว่า 75 ซม.หญิงสูงไม่น้อยกว่า 150 ซม. นน.ไม่น้อยกว่า 40 กก

6.เป็นชายหรือหญิงโสด ไม่มีความประพฤติที่พอจะถือได้ว่าเป็นผู้มีภรรยาและสามี

7.ไม่อยู่ระหว่างตกเป็นจำเลยในคดีอาญาหรือต้องคำพิพากษาของศาลว่าด้วยการกระทำความผิดในคดีอาญา เว้นความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

8.ไม่เสพยาเสพติดหรือสารเคมีเสพติดให้โทษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

9.ไม่เป็นผู้บกพร่องทางศีลธรรม มีอุดมการณ์เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตย

10. ต้องมีผู้ปกครองและผู้รับรองซึ่งสามารถรับรองข้อความและพันธกรณี

สิทธิหน้าที่ระหว่างศึกษา

1.ได้รับการแต่งตั้งเป็นนักเรียนแพทย์ทหาร

2.ได้รับเบี้ยเลี้ยง เครื่องแต่งกาย ที่พักอาศัยและอุปกรณ์ต่างๆตามมาตรฐานสากล

3.ผู้ได้รับทุนกองทัพบกจะได้เงินเดือนและมีโอกาสดำรงตำแหน่งนักเรียนผู้บังคับบัญชา

4.ปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย และศึกษาวิชาการแพทย์ทหารตามหลักสูตรที่กำหนด

5.ผู้ได้รับทุนต้องตั้งใจเรียน เสียสละ เป็นผู้นำ ตลอดเวลาที่ศึกษา

6.มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าบำรุงการศึกษาคนละ 24,000 บาทต่อคนต่อปีการศึกษา

สิทธิเื่มื่ืื่่ือจบ

1.ได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหิดล

2.มีโอกาสที่จะรับการพิจารณาให้รับราชการในกระทรวงกลาโหมตามความต้องการของราชการในขณะนั้น

 

ประวัติความเป็นมาของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า


จากวันนั้นถึงวันนี้.... หากจะกล่าวถึงความหรูหราโอ่อ่าของสถาปัตยกรรมในยุคนีโอคลาสสิค (NEO-CLASSIC) หรือภาพเขียนบนผนังปูนเปียก (FRESCO) อันงดงามต้องที่วังพญาไท เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับ ของ พระมหากษัติย์ และเจ้านายชั้นสูง...เป็นสวนผักและโรงนา เป็นโฮเต็ลพญาไทที่มีระดับแพงที่สุดในกรุงเทพฯ ... เป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงพญาไท และในที่สุดพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ทรง กรุณา โปรดเกล้าฯพระราชทาน วังพญาไทให้เป็นสถานพยาบาลของทหาร เมื่อ 58 ปี ในครั้งนี้ การรักษาพยาบาล ทหารเจ็บป่วยจะรักษากันเองภายในกรมกองทหาร หากมีอาการหนักก็จะนำส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช วชิรพยาบาล และโรงพยาบาลจุฬาลงณ์ของสภากาชาดสยาม ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พ.ต.หลวงธุรไวทยวิเศษ นายแพทย์ประจำกองทหาร วังปารุสกวัน ได้พิจารณาเห็นว่า กองทัพบก น่าจะมีสถานรักษาพยาบาลเป็นของตนเอง สักแห่งหนึ่งเพื่อให้การรักษาทหาร ข้าราชการทหารกลาโหม และ ครอบครัว เพื่อเป็นการบำรุงขวัญ และดีกว่าที่จะไปอาศัยสถาบันรักษาพยาบาลที่อื่น ย่อมไม่สะดวก ด้วยประการ ทั้งปวง จึงได้ปรึกษาหารือกับ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ซึ่งท่านก็เห็นชอบด้วยในหลักการ และยินดีให้การ สนับ สนุนส่วนสถานที่อยู่ในข่ายพิจารณา มีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ 1.โฮเต็ลพญาไท
2.วังบางขุนพรหม
3.กรมแผนที่ทหาร

กองทัพบกได้ตระหนักถึงความจำเป็น ในการรักษาพยาบาลทหารครอบครัว และประชาชนทั่วไป รวมทั้ง การศึกษาแพทย์ที่เข้ามามีบทบาทในการรักษาพยาบาล และนับวันจะเพิ่มจำนวน ยิ่งขึ้นและยังเป็นศูนย์กลาง การรักษาพยาบาลและการส่งกลับ กองทัพบกจึงได้จัดซื้อที่วังอัศวินเนื้อที่ 17 ไร่ 1 งาน 90 ตารางวา ในราคา 82 ล้านบาท ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ด้านทิศตะวันตก
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2488 สงครามได้ยุติลง กองทัพบก ได้มองเห็นความจำเป็น ที่จะต้องปรับปรุง การฝึกอบรมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคอื่นๆ ตลอดจนการ วิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ทัดเทียมอารยประเทศ จึงได้แปรสภาพกองเสนารักษ์ทหารมณฑลทหารบกที่ 1 เป็น
โรงพยาบาลทหารบก เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2489 ขึ้นตรงกับกรมแพทย์ทหารบกและเปิดรักษาพยาบาล แก้ประชาชนทั่วไปด้วย และยังกำหนดให้เป็นศูนย์การักษา พยาบาลของทหารและเป็นแหล่งศึกษา สำหรับแพทย์และเจ้าหน้าที่เทคนิคอื่นๆด้วย ซึ่งขณะนั้นโรงพยาบาลทหารบกมีขีดความสามารถรับคนไข้เพียง 200 เตียง
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2479 ได้กระทำพิธีเปิดป้ายชื่อโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ ผู้บังคับบัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธี ซึ่งเนื่องมาจาก พล.ต.ถนอม อุปถัมภานนท์ นายแพทย ์ใหญ่ทหารบก ได้ดำริเห็นสมควรอัญเชิญพระนามาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นนามของโรงพยาบาล ปัจจุบันโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นโรงพยาบาลทั่วไป มีหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลทหาร ข้าราชการ ลูกจ้าง คนงาน ครอบครัว และบุคคลพลเรือนทั่วไป วันละประมาณ 2,000 นาย นอกจากนั้นยังมีหน้าที่ฝึกอบรมบุคลากรต่างๆ เช่น แพทย์ประจำบ้านสาขาต่างๆ นักเรียนแพทย์ทหาร นักเรียนพยาบาล นักเรียนนายสิบเหล่าแพทย์ นายสิบนักเรียนหลักสูตรต่างๆ ในปัจจุบันมีเตียงคนไข้ซึ่งสามารถให้บริการได้ 1,200 เตียง และขยายได้ 1,600 เตียง